การเลือกใช้เครื่องสำอางที่ถูกต้อง

การเลือกใช้เครื่องสำอางที่ถูกต้อง การเลือกใช้ครีมบำรุงให้เหมาะกับสภาพผิว ผิวทั่วไป หากผิวไม่มันและไม่แห้งจนเกินไป ควรเลือกใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมหลักเป็นน้ำและซิลิโคนชนิดเบา เช่น ไซโคลเมทิโคน (Cyclomethicone) เพราะมีเนื้อบางเบาและไม่เหนียวเหนอะหนะ

ผิวมัน หลายคนมองว่าผิวมันไม่จำเป็นต้องใช้ครีมบำรุง แต่ผู้ที่มีผิวมันควรใช้ครีมบำรุงเพื่อปกป้องผิวหลังล้างหน้าหรือใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น โดยเลือกครีมเนื้อโลชั่นที่ระบุไว้ว่าไม่อุดตันรูขุมขน เพื่อลดโอกาสการเกิดสิว

ผิวแห้ง เหมาะกับครีมบำรุงที่มีส่วนผสมหลักเป็นน้ำมัน และควรใช้ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวที่ทำมาจากปิโตรเลียมบนผิวหนังบริเวณที่แห้งและหยาบกร้านมาก เพราะมีประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำไว้ที่ผิวได้นาน

ผิวแพ้ง่าย เป็นผิวที่ไวต่อสิ่งรบกวนภายนอก โดยเฉพาะสารเคมีและสภาพอากาศ ซึ่งทำให้เกิดอาการระคายเคือง มีผื่นแดง ตุ่มนูน รู้สึกคัน หรือแสบผิวได้ง่าย จึงควรเลือกครีมบำรุงผิวที่ใช้ส่วนผสมหลักจากธรรมชาติและอ่อนโยนต่อผิว เช่น คาโมมายล์ ว่านหางจระเข้ เป็นต้น รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้ครีมที่แต่งสีแต่งกลิ่นหรือมีกรดเป็นส่วนประกอบ

ผิวผู้สูงวัย อายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของต่อมไขมันใต้ผิวหนังลดลงจนผิวแห้งแตกมากขึ้น จึงควรเลือกครีมบำรุงที่มีส่วนผสมหลักเป็นน้ำมันและปิโตรเลียม เพื่อคงความเนียนนุ่มและชุ่มชื้นแก่ผิว และครีมที่มีสารต้านอนุมูลอิสระหรือเอเอชเอเป็นส่วนประกอบ เพื่อชะลอการเกิดริ้วรอย

การใช้ครีมบำรุงอย่างถูกวิธี

นอกจากการเลือกใช้ครีมบำรุงให้เหมาะกับสภาพผิวแล้ว สาว ๆ ควรใช้ครีมบำรุงอย่างถูกวิธี เพื่อประสิทธิภาพในการบำรุงและปกป้องผิวที่ดีที่สุด ดังนี้

1.ครีมบำรุงชนิดไม่ต้องล้างออก ให้ทาลงไปบนผิวเบา ๆ ในทิศทางเดียวกับขน เพื่อป้องกันเนื้อครีมอุดตันรูขุมขน และสามารถทาซ้ำได้เมื่อรู้สึกว่าผิวขาดความชุ่มชื้น

2. ครีมบำรุงชนิดล้างออก ให้ใช้ครีมประมาณ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น แล้วลูบไล้ให้ทั่วผิว โดยไม่ควรใช้ครีมขณะผิวเปียก จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดและเช็ดเบา ๆ จนแห้ง

3.ครีมบำรุงชนิดผสมในอ่างอาบน้ำ ให้ผสมครีมบำรุงกับน้ำอุ่นแล้วลงไปแช่ในอ่างอย่างน้อย 10 นาที จากนั้นจึงซับผิวให้แห้ง โดยควรใช้ครีมตามปริมาณที่ฉลากกำหนดอย่างเคร่งครัด และไม่ควรทาครีมชนิดนี้ลงบนผิวโดยตรง เพราะอาจทำให้ประสิทธิภาพของครีมลดลงได้

ผลข้างเคียงของครีมบำรุง

การใช้ครีมบำรุงนั้นค่อนข้างปลอดภัยหากใช้อย่างถูกวิธีและปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์เสมอ แต่ในบางครั้งอาจเกิดผลข้างเคียงบางประการ เช่น มีผื่นแดง ปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนัง รูขุมขนอุดตันหรือรูขุมขนอักเสบจนอาจก่อให้เกิดสิวตามมาได้ เป็นต้น ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวหลังจากใช้ครีมบำรุง ให้หยุดใช้ครีมทันทีและรีบไปพบแพทย์

ข้อควรระวังในการใช้ครีมบำรุง

-เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงการเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ครีมบำรุง ผู้ใช้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้

-ไม่ควรใช้ครีมบำรุงในปริมาณมากกว่าที่ฉลากกำหนด เพราะอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้

-ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของน้ำมันและพาราฟินอาจติดไฟได้ จึงควรเก็บในภาชนะที่บรรจุครีม รวมถึงเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอนที่เปื้อนครีมให้ห่างจากแหล่งกำเนิดไฟหรือจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดประกายไฟ

-ใช้ช้อนหรือไม้พายตักครีมออกจากกระปุกแทนการใช้มือ เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกจากมือปนเปื้อนในเนื้อครีม

วิธีเลือกรองพื้น

1. รู้จักประเภทผิวของตัวเองเสียก่อน ก่อนเลือกซื้อรองพื้น จะต้องรู้จักผิวของตัวเองก่อนว่าผิวของคุณเป็นแบบไหน เช่น คุณเป็นคนผิวมัน ผิวผสม หรือผิวแห้ง ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้เลือกชนิดรองพื้นที่มีคุณสมบัติเหมาะกับประเภทผิว ผิวมัน ควรเลือกรองพื้นสูตร Oil-Free ที่มีคุณสมบัติลดความมันเงา ช่วยควบคุมความมันและอำพรางรูขุมขนได้ดี ผิวผสม ควรเลือกรองพื้นที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวได้ดี และเวลาทารองพื้นควรเน้นบริเวณผิวที่แห้งกว่าบริเวณที่เป็นผิวมัน ผิวแห้ง ควรเลือกรองพื้นที่มีความชุ่มชื้น และมีส่วนผสมของวิตามิน A และ E อีกทั้งควรเป็นเนื้อบางเบาจะเหมาะที่สุด วิธีเลือกรองพื้น

2. เลือกใช้รองพื้นแบบไหนดี ? ประเภทของรองพื้นนั้น หลัก ๆ จะแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ Cream Foundation เป็นรองพื้นชนิดเนื้อครีม ให้การปกปิดขั้นสูง ส่วนใหญ่เป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ เพราะรองพื้นชนิดนี้จะช่วยให้การแต่งหน้าออกมาเพอร์เฟคท์ มักใช้สำหรับออกงาน หรือแต่งหน้าถ่ายรูป เป็นต้น Liquid Foundation รองพื้นสูตรน้ำ ตัวนี้จะบางเบากว่าชนิดครีม ปกปิดดี เหมาะกับลุคธรรมชาติ ๆ แต่งใส ๆ ในชีวิตประจำวัน Powder Foundation แป้งผสมรองพื้น ตลับเดียวก็เอาอยู่ เหมาะสำหรับใช้เติมหน้าระหว่างวัน วิธีเลือกรองพื้น

3. เลือกเฉดสีรองพื้นให้เข้ากับสีผิว การเลือกรองพื้นไม่ให้พลาด จะต้องขึ้นอยู่กับการเลือกเฉดสีของรองพื้นให้เหมาะกับสีผิวของตัวเองด้วย โดยหลักการก็ง่าย ๆ คือเลือกรองพื้นสีที่ใกล้เคียงกับสีผิวมากที่สุด เพราะมันจะทำให้ใบหน้าของคุณแลดูเป็นธรรมชาติ ไม่วอก ไม่เทา ไม่ลอย แต่ทั้งนี้ถ้ายังไม่แน่ใจ หากคุณมีผิวขาว ให้เลือกสีรองพื้นที่เข้มกว่าสีผิวจริง 1 ระดับ แต่ถ้าคุณมีผิวคล้ำ ให้เลือกรองพื้นที่ใกล้กับผิวที่สุด เป็นต้น วิธีเลือกรองพื้น

4. ทดสอบรองพื้นเพื่อความแน่ใจ ก่อนตัดสินใจซื้อ หากใครที่ยังไม่แน่ใจเรื่องเฉดสีของรองพื้นกับผิวหน้า แนะนำให้ทดสอบกับผิวจริงจะดีที่สุด โดยวิธีทดสอบก็คือ ให้ลองแต้มรองพื้นบริเวณใบหน้าหรือข้างแก้ม เกลี่ยให้เรียบ แล้วลองดูว่าสีรองพื้นนั้นเข้ากับสีผิวของคุณหรือไม่ ซึ่งวิธีทดสอบนี้จะทำให้คุณได้รองพื้นที่เข้ากับสีผิวจริงที่สุด ทั้งนี้ไม่ควรลองกับสีผิวมือ เพราะสีของใบหน้ากับมืออาจแตกต่างกัน อาจทำให้เลือกพลาดได้ วิธีเลือกรองพื้น

5. ควรเลือกรองพื้นชนิดบางเบา แต่มีคุณสมบัติปกปิดดี หากไม่อยากมีปัญหาหน้าหนา หน้าลอย หรือระหว่างวันรองพื้นตกร่องแตกเป็นคราบ ควรเลือกซื้อรองพื้นแบบบางเบา และมีคุณสมบัติในการปกปิดร่องรอยต่าง ๆ ได้ดี ทั้งนี้นอกจากจะไม่ทำให้หน้าดูลอยและหนาแล้ว ยังจะทำให้ใบหน้าของคุณดูสวยใสเป็นธรรมชาติอีกด้วย

3 วิธีเลือกสีลิปสติก ให้เข้ากับตัวเอง

1.เลือกโทนสี ที่เข้ากับสีผิวของตัวเอง วิธีเลือกสีลิปสติก ผิวขาว สาวผิวขาว จริงๆ แล้วข้อห้ามในการใช้สีของคุณค่อนข้างจะมีน้อยมาก ด้วยความที่เป็นสาวผิวขาวจึงดูเหมือนว่าจะทาสีอะไรก็เข้าไปหมด แม้แต่สีชมพูนม ที่สาวผิวสีอื่นๆ มักจะทาแล้วไม่รอด แต่คุณกลับทาแล้วสดใสน่ารักสุดๆ ดังนั้นสิ่งที่คุณควรจะคำนึงถึงก่อนจะซื้อลิปสติกสักแท่งก็คือ ความเข้มและความอ่อนของสี เพราะถ้าคุณเลือกลิปโทนอ่อนเกินไปนั่นอาจทำให้หน้าของคุณซีดจนดูป่วย แต่ถ้าหากคุณเลือกสีที่เข้มจนเกินไปอย่างสีแดงเลือดหมู นั่นก็อาจจะทำให้ปากของคุณลอยเด่นอยู่แค่ส่วนเดียว วิธีเลือกสีลิปสติก สาวผิวขาวเหลือง โทนสีลิปสติกที่เหมาะกับคุณคือสีโทนส้มอิฐ สีชมพูอมน้ำตาล สีบานเย็น หากเลือกสีเหล่านี้มารับรองว่าไม่ผิดหวัง และยิ่งจะช่วยขับสีผิวของคุณให้ดูผ่อง มีออร่าโดดเด่นขึ้น แต่ด้วยความที่อันเดอร์โทรผิวของคุณคือสีเหลือง ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงสีชมพูนม สีนู้ด หรือสีซีดทั้งหลาย เพราะนั่นจะทำให้คุณดูป่วยและไม่มีชีวิตชีวาเลย วิธีเลือกสีลิปสติก สาวผิวสองสี ด้วยความที่คุณเป็นสาวผิวสองสี จะว่าขาวก็ไม่ใช่ จะว่าคล้ำก็ไม่ใช่ ด้วยความก่ำกึ่งนี้จึงทำให้คุณสามารถเลือกเฉดสีลิปสติกได้หลายเฉด แถมยังเป็นผิวสีที่แต่งหน้าขึ้นสุดๆ ด้วย ดังนั้นเมื่อคุณได้ลิปสติกมา เพียงแค่คุณลองปรับการแต่งหน้าให้เหมาะกับสีลิปนั้นๆ รับรองว่ายังไงคุณก็เกิด แต่ถ้าหากจะให้แนะนำสีที่ทาแล้วปังสุดๆ ก็คงจะเป็นสีแดงสด สีกุหลาบ หรือสีแดงส้ม วิธีเลือกสีลิปสติก ผิวคล้ำ สาวผิวคล้ำ ต้องยอมรับว่าข้อจำกัดของสาวผิวสีเข้มค่อนข้างจะเยอะว่าสาวผิวสีอื่นอยู่สักหน่อย แต่อย่าได้แคร์ค่ะ เพราะคุณมีสีผิวที่สวยโดดเด่นกว่าใคร ดังนั้นการแมทช์คู่กับสีลิปสติกที่โดดเด่นอย่างสีน้ำตาล หรือสีแดงก่ำ เป็นอะไรที่จะทำให้คุณเกิดและโดดเด่นสุดๆ หากชอบสีอื่นๆ ให้พยายามเลือกโทนสีที่เข้มและไม่สว่าง รับรองทาแล้วรอดแน่นอน

2. ลองลิปสติกที่ปลายนิ้ว ด้วยความที่สาวๆ หลายคน ค่อนข้างที่จะไม่สบายใจหากจะต้องลองลิปสติกลงบนปาก ทั้งในเรื่องของความสะอาดบ้างอะไรบ้าง ทางเราขอแนะนำให้ลองลิปสติกลงบนปลายนิ้วค่ะ เพราะปลายนิ้วของเราจะมีความอม ชมพู คล้ายกับริมฝีปากของเรา ทั้งยังมีเส้นบนนิ้วที่เปรียบเสมือนเส้นบนปาก นอกจากจะทำให้เราได้เห็นสีที่ใกล้เคียงกับการทาลงไปบนริมฝีปากแล้ว ยังช่วยให้เราเห็นถึงเนื้อของลิปสติกได้มากขึ้นด้วย ว่าถ้าหากทาลงไปบนริมฝีปากแล้วจะมีความเนียนไม่ตกร่องขนาดไหน วิธีเลือกสีลิปสติก

3. คำนึงถึงรูปปากของตัวเอง สาวริมฝีปากบาง สาวที่มีริมฝีปากบาง แต่อยากจะให้ริมฝีปากของตัวเองดูหนาขึ้น คุณไม่ควรเลือกสีที่เข้มเพราะจะยิ่งเป็นการเน้นให้เห็นรูปทรงของปากและทำให้ปากของคุณดูบางกว่าเดิม แต่ถ้าหากคุณอยากจะทาสีโทนเข้มจริงๆ ก็แนะนำให้คุณทาลิปสติกให้เกินจากขอบปากของคุณไป ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการทานานสักหน่อย เนื่องจากสีโทนเข้มเป็นสีที่ทาค่อนข้างยาก ยิ่งถ้าทาเลอะยิ่งเช็ดยาก สาวริมฝีปากหนา สาวริมฝีปากหนา ถ้าหากต้องการจะเก็บทรงให้ดูมีเรียวปากที่สวย แนะนำให้เลือกลิปสติกที่มีโทนสีเข้ม แต่หากต้องการมีปากอวบอิ่มแบบสาวสายฝอ แนะนำให้เลือกลิปสติกที่มีโทนสีอ่อนแต่เนื้อแน่น ทาลงไปแบบเน้นๆ ได้เลย หรือถ้าหากอยากจะให้ปากของคุณดูบางลง ให้ทาลิปสติกสีเข้มบริเวณข้างในปากออกมาถึงกึ่งกลางปาก และทาส่วนที่เหลือด้วยสีที่อ่อนกว่า จะช่วยหลอกตาให้ปากของคุณดูบางและเป็นกระจับมากขึ้น วิธีเลือกสีลิปสติก วิธีแก้ หากลิปสติกที่ซื้อมาไม่เข้ากับตัวเอง สำหรับสาวๆ ที่ซื้อลิปสติกมามาแล้ว แต่กลับทาแล้วดูไม่เข้ากับตัวเองเสียเลย อย่ามัวแต่นั่งเสียดายเงินที่จ่ายไปค่ะ เราต้องมาหาวิธีแก้ ซึ่งสิ่งเดียวที่จะช่วยคุณได้นั่นก็คือเมคอัพค่ะ แนะนำให้ลองปรับการแต่งหน้าให้เข้ากับสีลิปสติกของคุณมากขึ้น โดยหลังจากลงรองพื้นบนหน้าเสร็จ ขั้นตอนต่อไปที่ควรจะทำก็คือการทาลิปสติก เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางของการแต่งตาและแก้ม จะได้รู้ว่าเราควรจะลงส่วนนั้นๆ เบาหรือหนัก หรือสีใดที่เราควรจะเลือกใช้เพื่อให้เข้ากับลิป วิธีนี้จะช่วยให้เมคอัพของคุณเข้ากับสีลิปมากขึ้น และนั่นจะทำให้ลิปซีดๆ หรือลิปสีสด ไม่เป็นปัญหาเมื่ออยู่บนใบหน้าของคุณ

5 วิธีเลือกแป้งพัฟให้เข้ากับสีผิว

1. ควรทดสอบสีแป้งกับผิวหน้าเราโดยตรง แป้งพัฟ ข้อผิดพลาดที่หลายคนมักจะทำเมื่อต้องลองทดสอบสีแป้งคือการทาลงไปบนข้อมือ เพราะเข้าใจว่าสีข้อมือใกล้เคียงกับผิวหน้ามากที่สุด แต่ความจริงแล้วสีผิวบนใบหน้าของเราแตกต่างจากผิวส่วนอื่นอย่างสิ้นเชิง ลองยกมือขึ้นมาเทียบกับใบหน้าเราดูจะรู้ทันทีว่าสีผิวที่ข้อมือกับใบหน้ามีความต่างกัน คราวหน้าหากต้องการเลือกสีรองพื้นที่ถูกต้องควรลองกับผิวหน้าโดยตรง แป้ง สำหรับผิวขาวเหลือง

– ควรลองแป้งพัฟที่มีสีออกเหลืองดูก่อน หากเข้ากันกับหน้าพอดีก็ไม่ต้องเปลี่ยน แต่หากใช้แล้วหน้าดูเหลืองซีดเกินไป ควรหาแป้งพัฟที่มีสีออกชมพูขึ้นมาสักนิดเพื่อแก้ความเหลืองของผิวหน้า แป้งพัฟสำหรับคนผิวขาวมาก

– คนที่มีผิวขาวมากหากใช้แป้งเบอร์ขาวไปเลยอาจทำให้ได้ผิวที่ขาวซีดดูสุขภาพไม่ดี ควรเลือกใช้รองพื้นที่มีสีดรอปกว่าหน้าสักหนึ่งเบอร์ จะเป็นโทนเหลืองหรือโทนชมพูขึ้นอยู่กับอันเดอร์โทนของเรา ผิวสองสีใช้แป้งเบอร์อะไร

– วิธีการเลือกแป้งพัฟให้เข้ากับสีผิวของคนผิวสองสีดูจะเป็นเรื่องยากสักนิดหากใช้เครื่องสำอางแบรนด์ไทย เนื่องจากมีการผลิตเฉดสีออกมาน้อยมาก ควรมองแป้งพัฟจากเเบรนด์ต่างประเทศเป็นตัวเลือกแรก ๆ ก่อน อีกทั้งคนที่มีผิวสองสีควรเลือกแป้งเบอร์ที่ขาวกว่าผิวหน้าจริงสัก 1 เฉด จะช่วยปรับสีผิวให้ไม่ดรอประหว่างวันได้

2. ลองใช้แป้งกับแสงธรรมชาติและแสงไฟนีออน สีของแป้งมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอเมื่ออยู่ภายใต้แสงที่ต่างกันออกไป บางครั้งเมื่ออยู่ใต้แสงไฟ สีของแป้งอาจดูกลมกลืนไปกับผิวจนเราคิดว่าแป้งสีนี้เหมาะกับเราที่สุดแล้ว หากเราลองไปยืนท่ามกลางแสงธรรมชาติตอนกลางวันสีแป้งนั้นอาจเด่นลอยเกินไปก็ได้ เนื่องจากอุณหภูมิของแสงมีผลโดยตรงกับสีผิวของเราที่สะท้อนออกมาการทดลองใช้แป้งตามสภาวะแสงต่าง ๆ สักหนึ่งวันจะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกสีแป้งได้ดีขึ้น

3. เลือกสีแป้งตามอันเดอร์โทนผิว แป้งพัฟ อย่างที่บอกไปแล้วช่วงต้นว่ามีวิธีสังเกตอันเดอร์โทนของเราได้อย่างไร การเลือกแป้งรองพื้นก็ควรเลือกตามอันเดอร์โทนของเราด้วย หากเรามีผิวอันเดอร์โทนเหลืองก็ควรใช้แป้งที่ออกไปทางเหลือง หากมีอันเดอร์โทนสีชมพูควรเลือกแป้งที่ออกสีอมชมพู แต่สำหรับคนที่มีอันเดอร์โทนสีกลาง ๆ อาจเลือกยากสักหน่อยเนื่องจากสามารถใช้ได้ทั้งสีชมพูและเหลือง ต้องดูสีผิวโดยรวมอีกทีว่าใช้แป้งพัฟโทนสีไหนถึงเข้ากับผิวมากที่สุด

4. เลือกสีแป้งพัฟให้เข้ากันกับสีครีมรองพื้น แป้งพัฟ นอกจากสีแป้งพัฟจะต้องเข้ากับสีผิวเราแล้วที่สำคัญยังต้องเข้ากันกับสีครีมรองพื้นของเราด้วย หากเลือกสีแป้งพัฟที่สว่างกว่าสีครีมรองพื้นจะทำให้ดูหน้าเทา และหากเลือกสีแป้งพัฟที่คล้ำกว่าสีครีมรองพื้น ผลลัพธ์ที่ออกมาหน้าจะดูหมองและดรอปไปเลยทันที ดังนั้นแล้วควรใช้สีครีมรองพื้นเดิมมาตัดสินใจว่าควรใช้แป้งพัฟสีอะไรด้วยจะดีที่สุด

5. สอบถามกับ B.A. ประจำเคาน์เตอร์โดยตรง โดยปกติเครื่องสำอางแต่ละแบรนด์จะมี B.A.ที่ผ่านการฝึกมาโดยตรงเรื่องเครื่องสำอางอยู่แล้ว อีกทั้งชื่อเรียกของแป้งพัฟแต่ละแบรนด์ก็มีชื่อที่ต่างกันออกไปถึงแม้จะมีโทนสีเดียวกันก็ตาม ดังนั้นเพื่อความแน่ใจทุกครั้งที่ซื้อแป้งพัฟ ควรสอบถามกับ B.A. โดยตรงจะดีที่สุด